ความเข้าใจผิดในการ วิเคราะห์ SWOT การตลาด (EP.1)
ความเข้าใจผิดในการ วิเคราะห์
SWOT การตลาด
มีผู้ประกอบการหลายๆท่านสงสัยว่าทำไมจะต้องมีการวิเคราะห์สถานการณ์สิ่งแวดล้อมการตลาด
มันมีความสำคัญเช่นไร
และมันแตกต่างจากการวิเคราะห์สถานการณ์สิ่งแวดล้อมขององค์การหรือไม่
ขอตอบเลยว่าการวิเคราะห์สถานการณ์สิ่งแวดล้อมทางการตลาด
มีกระบวนการคิดที่เหมือนกัน แต่จะมีความแตกต่างการที่ปัจจัยทางการตลาดนั้น
มีเป้าหมายชัดเจนว่า
วิเคราะห์ไปแล้วต้องได้ข้อมูลที่สามารถวางแผนไให้เป้าหมายขององค์กรประสบความสำเร็จให้ได้มากที่สุด
ซึ่งเป้าหมายทางการตลาดโดยส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยเป้าหมายเชิงปริมาณและเป้าหมายเชิงคุณภาพ
อาทิ
- การสร้างยอดขาย
- การสร้างกำไร
- การขยายส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น
- การสร้างการรับรู้แบรนด์
- การสร้างความพึงพอใจต่อลูกค้า
- การเอาใจใส่สังคมและสิ่งแวดล้อม
โดยฝ่ายการตลาดจะมีเป้าหมายในใจชัดเจนอยู่แล้วว่าการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาดนั้นจะต้องค้นหาข้อมูลที่จะเป็นโอกาสและอุปสรรคที่จะทำให้เป้าหมายทางการตลาดประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งฝ่ายการตลาดจะต้องตั้งคำถาม
ในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาดไว้เบื้องต้นให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางการตลาดที่ตั้งไว้
เช่น
- จะมีปัจจัยใดบ้างที่จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายทางยอดขายที่ตั้งไว้ในแต่ละปี หรือ จะมีปัจจัยใดบ้างที่จะทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
- จะมีปัจจัยใดบ้างที่จะทำให้การขายสินค้ามีกำไรเพิ่มมากขึ้น
หรือจะมีปัจจัยใดบ้างที่จะทำให้กำไรไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
- จะมีปัจจัยใดบ้างที่จะทำให้ส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น
หรือจะมีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของเราไม่บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้
- จะมีปัจจัยใดบ้างที่จะทำให้ลูกค้าไม่รู้จักสินค้าของเรา
หรือจะมีปัจจัยใดบ้างที่จะทำให้ลูกค้าไม่รู้จักสินค้าของเรา
- จะมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจในตัวสินค้าหรือบริการของเรา
- จะมีปัจจัยอะไรบ้างที่จะส่งผลกระทบทางบวกและทางลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
เป็นต้น
ซึ่งจะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาด
ฝ่ายการตลาดจะมีเป้าหมายชัดเจนปักธงไว้ก่อนหน้าว่า
ปีนี้เป้าหมายทางการตลาดที่ตั้งไว้เป็นเช่นไร
การทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาดก็ต้อง
ค้นหาปัจจัยที่จะทำให้วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายทางการตลาดนั้นบรรลุเป้าหมายให้ได้
โดยทั่วไปจะมีหลักการในการทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาดสิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องตอบคำถามให้ได้คือ
ลูกค้าของท่านคือใคร เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย รายได้เท่าไหร่ อาชีพอะไร
มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษ
Lifestyle เป็นเช่นไร
เขามีปัญหาอะไร เป็นต้น เมื่อท่านทราบว่าลูกค้ากลุ่มนี้เป็นใคร
มีความต้องการเช่นไรแล้ว
การทำการพิจารณาปัจจัยที่จะทำให้เขาซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าของเรา
ก็เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาดได้แล้ว
โดยแยกพิจารณาสภาพแวดล้อมทางการตลาดออกเป็น
ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางการตลาดที่ควบคุมได้
ส่วนใหญ่จะเป็นสภาพแวดล้อมทางการตลาดภายในองค์กร (Internal factors) และปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางการตลาดที่ควบคุมไม่ได้
ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร (External factors) ที่จะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเป้าหมายทางการตลาดที่ตั้งไว้
ซึ่งการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาดนั้น
ส่วนใหญ่เราจะใช้วิธีการตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ
แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปตัดสินใจวางแผนต่อไป โดย
ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางการตลาดภายในองค์กร
ประกอบไปด้วย คำถามต่างๆดังต่อไปนี้
- Product ซึ่งหมายถึงสินค้า (Tangible product) หรือบริการ (Intangible product) ก็ได้
เมื่อเราทำการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์แล้วคำถามที่เราจะต้องตรวจสอบในการ SWOT คือคุณลักษณะของสินค้าอย่างไรถึงที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า
(customer need)
และจะทำให้ลูกค้ารักเรามากกว่าคู่แข่งขันในท้องตลาดได้บ้าง
อาทิ หากเราจะเปิดร้านขายกาแฟ
สิ่งสำคัญคืออันดับแรกที่ลูกค้าจะพิจารณาคือเรื่องใด เช่น
a.
กาแฟอร่อยไหม
ถ้าอร่อย แล้วอร่อยกว่าคู่แข่งขันหรือไม่
และมีจุดเด่นที่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนหรือไม่ รสชาติลอกเลียนแบบได้ง่ายหรือยาก กลิ่นและสีของกาแฟเป็นเช่นไร
มีอะไรเป็นรสชาติหรือเมนูที่เป็น signature ของร้านได้บ้าง
ซึ่งทั้งหมดนี้เราเรียกว่าคุณสมบัติของสินค้า (product feature) เมื่อความอร่อยเป็นที่ยอมรับแล้วสิ่งที่ตามมาคือ
การสร้างแบรนด์ ( branding)
ให้ไปอยู่ในใจของผู้บริโภคซึ่งสินค้าสามารถสร้างแบรนด์ผ่านบรรจุภัณฑ์
(packaging)
เรื่องราวที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า
( Brand
Story) เป็นต้น
b.
ในด้านบรรจุภัณฑ์
ควรจะต้องจะใส่แก้วแบบไหน (package) ถึงจะดูดีและสวยงามตามสไตล์ของลูกค้าที่เราวิเคราะห์ไว้ในเบื้องต้น
ถ้าทานในร้านควรจะต้องมีบรรจุภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์เช่นไรที่สะท้อนให้เห็นถึงตำแหน่งของแบรนด์ที่วางไว้
ควรต้องมีโลโก้ (logo)
สโลแกน (slogan) เพื่อสร้างการจดจำให้กับลูกค้าไหม เป็นต้น
c.
หากเป็นธุรกิจที่มีการการขายสินค้าควบบริการ
พนักงานทุกฝ่าย (people)
ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังที่มีโอกาสในการให้บริการลูกค้าหรือไม่
ควรได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อมที่จะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าแล้วหรือยัง
ขั้นตอนในการให้บริการได้ถูกออกแบบมาให้รวดเร็วทันใจได้คุณภาพและมาตรฐานตามที่ลูกค้าต้องการหรือไม่
และ ตอกย้ำความเป็นมืออาชีพ ได้อย่างไร
ในขณะเดียวกันควรมีกระบวนการในการในการออกแบบ สร้างสรรค์ เพิ่มมูลค่าให้สถานที่มีความโดดเด่นให้ลูกค้าประทับใจได้หรือไม่
d.
สินค้าของเรามีการรับประกันคุณภาพของสินค้าหรือบริการอย่างไร
เป็นต้น
- ในส่วนของราคา
(price) นั้น
เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากเนื่องจากลูกค้าแต่ละกลุ่ม
ต่างมีรายได้และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน การกำหนดราคาขายจึงต้องสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุน
(cost) ที่ลูกค้าต้องจ่ายไป นักการตลาดจะมีคำถามอยู่ในใจทุกครั้งว่าถ้าเป็นลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคในครัวเรือน
( End
User) แล้วนั้นควรจะกำหนดราคาขายเท่าไหร่
(price list) ลูกค้าถึงซื้อและบริษัทอยู่ได้ควรกำหนดราคาเท่าไหร่ถึงสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์
หากลูกค้ามีความแตกต่างกันในแต่ละส่วนตลาด ควรมีนโยบายราคาเดียวหรือหลายราคา
หากเป็นลูกค้าองค์กร (organizer) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการซื้อเพื่อไปต่อยอดเชิงพาณิชย์
ปริมาณในการซื้อแต่ละครั้งก็จะมากกว่าผู้บริโภคในครัวเรือน
ดังนั้นการกำหนดราคาขายควรจะต้องให้สอดคล้องกับปริมาณที่ลูกค้าซื้อหากลูกค้าซื้อมาก
ควรเตรียมคำตอบให้ลูกค้าด้วยว่าจะมีส่วนลดปริมาณเท่าไหร่
เครดิตการค้ามีหรือไม่ นโยบายการให้เครดิตเป็นเช่นไร
นโยบายส่งเสริมการการตลาดมีไหม เป็นต้น
- ในด้านช่องทางการตลาด
(place) ควรมีจำนวนร้านค้าแบบมีหน้าร้านหรือมีเฉพาะออนไลน์หรือแบบผสม
และหากมีหน้าร้านควรจะต้องมีจำนวนหน้าร้านหนาแน่นมากน้อยเพียงใดพี่จะทำให้ลูกค้าสะดวก
(convenient) ในการหาซื้อสินค้า
ควรมีคนกลางช่วยกระจายสินค้าหรือไม่
และควรมีวิธีการบริหารการจัดการต้นทุนโลจิสติกส์อย่างไรถึงจะทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าได้ทันใจ
ถูกที่ถูกเวลา
- ควรจะต้องมีกระบวนการในการสื่อสาร
(Communication)
เพื่อที่จะให้ลูกค้าได้รับรู้ถึง
เหตุผลที่ลูกค้าควรจะต้องไปหาซื้อสินค้ามาใช้อย่างไร
โดยทั่วไปนักการตลาดนิยมใช้เครื่องมือทั้ง 5 ด้านช่วยสื่อสารไปยังผู้บริโภคดังนี้
.
ควรมีการโฆษณาไหม
a.
ควรมีการประชาสัมพันธ์ไหม
b.
ควรมีการใช้พนักงานขายไหม
c.
ควรมีการส่งเสริมการขายไหม
d.
ควรมีและการตลาดทางตรงไหม
ซึ่งกิจกรรมทั้ง 5 ตัวนี้ เรียกว่า ส่วนประการส่งเสริมการตลาด (promotion mix)
จะเห็นได้ว่าการทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาดภายในองค์กร
เราจะตั้งคำถามให้ครอบคลุมส่วนประสมทางการตลาด (marketing mix) ทั้ง 4 ด้าน
คือ
product, price, place, promotion (4Ps) หากเป็นธุรกิจบริการก็จะเพิ่มเข้าไปอีก
3Ps คือ people, process และ physical evidence สำหรับบทความต่อไปจะพาไปดูตัวอย่างการตั้งคำถามสำหรับการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกต่อไปนะครับ ทีมงาน digital marketing รามคำแหง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ ต่อผู้อ่านทุกท่านนะครับ
Strong Together: RU MBA MMM DIGITAL MARKETING รามคำแหง

Comments
Post a Comment
If you have any doults, please let me know